BREAKING NEWS
latest

728x90

ad

468x60

ad

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

สายบุญไม่พลาด! เดินสายไหว้พระ-ทำบุญ 9 วัด ในจังหวัดบึงกาฬ




ทำบุญขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ..ชมวิถีชีวิต-อารยธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ความงดงามของวัดวาอาราม ดินแดนลี้ลับแห่งเมืองนาคา เสน่ห์ริมฝั่งโขงที่รอให้ทุกคนได้ไปสัมผัส ..เดินสาย "ไหว้พระ 9 วัด ในจังหวัดบึงกาฬ"

สายบุญไม่พลาด! เดินสายไหว้พระ-ทำบุญ 9 วัด ในจังหวัดบึงกาฬ ...อนุรักษ์ ส่งเสริม สืบสาน ทำนุบำรุงประเพณีวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา


วัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก)

"ภูทอก" เป็นภูเขาหินทรายที่มีวัดเจิยาคีรีวิหาร ตั้งอยู่เชิงเขา โดยมีพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ เป็นผู้ก่อตั้ง ในภาษาอีสานแปลว่า "ภูเขาที่โดดเดี่ยว"

ภูทอก มี 2 ลูก คือภูทอกใหญ่และภูทอกน้อยส่วนที่นักแสวงบุญและ นักท่องเที่ยวทั่วไป สามารถชมได้คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป ยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวชม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก

จุดเด่นของภูทอกก็คือ สะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้าง บันไดเวียนไปมา รอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็มจากชั้น 1-7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบ ตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของ ยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไปนักท่องเที่ยวสามารถเดินชม แบบสะพานเวียน รอบเขาซึ่งจะได้เห็น มุมมองที่แตกต่างไปเรื่อย ๆ บันไดที่ทอดขึ้น สู่ยอดภูทอกนี้เปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำ สัตบุรุษ ให้พ้นโลกแห่งโลกียะ สู่โลกแห่ง โลกุตระหรือโลกแห่ง การหลุดพ้นด้วย ความเพียรพยายามและมุ่งมั่น และมองเห็นความสวยงามของภูมิประเทศเบื้องล่างได้ไกลถึงเทือกเขาในเขตจังหวัดนครพนม




ที่ตั้ง : บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/c3PjVykW1dSYL4g58


------------


หลวงพ่อพระใหญ่ (วัดโพธาราม)

"หลวงพ่อพระใหญ่"เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบึงกาฬ และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงในสปป.ลาว ที่อยู่ในลุ่มน้ำโขงแถบนี้

หน้าตักกว้าง 2 ศอก 1 คืบ (5 ฟุต 4 นิ้ว) ประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม ซึ่งได้บูรณขึ้นใหม่ในปี 2537 ชาวบึงกาฬได้จัดให้มีการสมโภชหลวงพ่อพระใหญ่ปีละ 2 ครั้ง คือ

1. ประเพณีบุญเดือน 3 หรือบุญข้าวจี่ มีการถวายปราสาทผึ้งด้วย และ

2. ประเพณีสรงน้ำหลวงพ่อพพระใหญ่ จัดงานสัปดาห์หลังเทศกาลสงกรานต์ พระพุทธคุณ ให้มีความเจริญรุ่งเรือง มีตำแหน่งการงานที่ใหญ่ขึ้น มีโชคลาภแคล้วคลาดปลอดภัย การสักการะ บนบาน สักการะด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และบนบานด้วยบั้งไฟตะไล ซึ่งในอุโบสถจะให้ผู้ชายเท่านั้นเข้าไปกราบไหว้ ส่วนสุภาพสตรีจะสามารถกราบไหว้ได้ที่ด้านหน้าของพระอุโบสถ หรือองค์จำลองที่ประดิษฐานอยู่ข้างพระอุโบสถ


ขอบคุณภาพจาก https://thailandtourismdirectory.go.th




ตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมา เมื่อประมาณสองร้อยกว่าปี ผู้คนแถบนี้ได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองยศ ซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดยโสธร มาตั้งถิ่นฐานทำไร่ ทำนา หากิน ซึ่งบริเวณแถบนี้เป็นป่าทึบมีเถาวัลย์ปกคลุมเต็มไปหมด ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันถากถางป่าบริเวณแห่งนี้ จนกระทั่งพบพระพุทธรูปดังกล่าวและตั้งชื่อว่า"หลวงพ่อพระใหญ่" เพราะชาวบ้านไม่เคยเห็นองค์พระขนาดใหญ่อย่างนี้มาก่อน

หลวงพ่อพระใหญ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและ เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะชาวบ้านในบริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำโขงแถบนี้ จะให้ความเคารพ นับถือและศรัทธาเป็นอย่างมาก



ที่ตั้ง : บ้านท่าใคร้ หมู่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/8dcnWqYmgRKMFUr88


------------


หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น (วัดสังขลิการาม)

พระเจ้าแสนสามหมื่น สร้างในสมัยเชียงแสนเป็นราชธานี ซึ่งประมาณ 800 ปีมาแล้ว เจ้าอนุวงษ์แห่งนครเวียงจันทน์ได้อัญเชิญพระเจ้าแสนสามหมื่น มาประดิษฐ์สถานไว้ในหอไตร(เวียงจันทน์) เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว

รูป และขนาดของพระเจ้าแสนสามหมื่น

1. ความกว้างของบัลลังก์ชั้นที่1 19 นิ้ว, 2. ความกว้างของบัลลังก์ชั้นที่2 17 นิ้ว, 3. วัดรอบบัลลังก์ 32 นิ้ว, 4. หน้าตักปฏิดากรณ์ 11 นิ้ว, 5. วัดรอบต้วรวมทั้งสองแขน 17.5 นิ้ว, 6. วัดรอบคอ 6.5 นิ้ว, 7. ใบหูยาว 3 นิ้ว, 8. หน้าผากกว้าง 2.5 นิ้ว, 9. หน้าผากจรดปลายคาง 3 นิ้ว, 10. ยอดเศียรยาว 4 นิ้ว, 11. จากบัลลังก์ชั้นที่1 ถึงเศียรสูง 32 นิ้ว, 12. หน้าอกระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง 2 นิ้ว

ลักษณะทั้งหมดนี้วัดไว้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2518 เพื่อปกป้องการสูญหาย กรรมการวัดทั้งหมดและชาวบ้านโซ่ได้พร้อมกันวัดไว้ เพื่อเป็นหลักฐานเพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระพุทธศาสนาต่อไป




13 เมษายน ของทุกปี ซึ่งเป็นประเพณีสงกรานต์ของประเทศไทย ทั่วทุกภาคจะมีการจัดประเพณีสงกรานต์ขึ้น วัดสังขลิการามก็เช่นกัน ทางวัดจะอัญเชิญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นลงมาประดิษฐาน ณ บริเวณแท่นประดิษฐานที่เตรียมไว้ เพื่อให้ประชาชนชาวบ้านโซ่และใกล้เคียงได้สรงน้ำ

จากนั้นเวลาประมาณ 13.00 น. อัญเชิญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นขึ้นประดิษฐาน ณ บุษบกที่อยู่บนรถมีการประดับและตกแต่งอย่างสวยงาม เพื่อแห่ไปรอบๆบริเวณเขตเทศบาลตำบลโซ่ เพื่อให้ประชาชนในเขตเทศบาลมีโอกาสสรงน้ำหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น เสร็จแล้วอัญเชิญกลับแท่นประดิษฐานในช่วงค่ำและอัญเชิญมาอีกครั้งในวันที่ 14 และ 15 เมษายน เช่นเดียวกับประเพณีดั้งเดิม นับเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง


ที่ตั้ง : บ้านโซ่ ตำบลโซ่ อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/9JsTiWQ1rv8nskb68


------------


วัดอาฮงศิลาวาส (แก่งอาฮง)

เป็นวัดเก่าแก่ ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อใด มีแต่เพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านละแวกนั้นว่า เดิมเป็นสำนักสงฆ์ และตั้งอยู่ในป่ารกทึบ ชาวบ้านจึงเรียกว่า “วัดป่า” โดยหลวงพ่อลุน เป็นผู้ก่อตั้ง และมรณะไปเมื่อปี พ.ศ. 2506 ด้วยโรคชรา หลังจากนั้นไม่มีพระสงฆ์มาพำนักหรือจำพรรษาอีกเลย มีเพียงพระธุดงค์ที่ผ่านมาพำนักเท่านั้น แต่มีแม่ชีสูงอายุท่านหนึ่ง เฝ้ารักษาดูแล

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 พระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดบุญเรืองสุวรรณาราม บ้านคำโป้งเป้ง ต.ค่ายบกหวาน อ. เมือง จ. หนองคาย ได้เดินทางไปกราบนมัสการพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ วัดเจติยาวิหาร (ภูทอก) ขากลับเห็นป้ายชื่อวัดจึงได้แวะเข้ามา พบเพียงแม่ชี ไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ท่านจึงได้ซักถามถึงประวัติความเป็นมา แม่ชีได้เล่าถวายโดยละเอียด หลวงพ่อได้เดินตรวจสภาพวัด พบว่ามีความสงบ เหมาะแก่การเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์

จากนั้นหลวงพ่อและคณะเดินทางกลับมาเชิญชาวบ้านอาฮงประชุมปรึกษาแจ้งเรื่องการบูรณะวัด ชาวบ้านต่างอนุโมทนาบุญกับหลวงพ่อร่วมกันปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม สร้างศาลาการเปรียญ กุฎิ และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่มีความจำเป็น และจัดภิกษุสามเณรให้อยู่จำพรรษา โดยมีหลวงพ่อเมธา จิตฺกาคุตโตเป็นเจ้าอาวาส และตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดอาฮงศิลาวาส” หลวงพ่อสมานได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นพุทธบูชา ขนาดหน้า ตักกว้าง 4 เมตร สูง 7 เมตร น้ำหนัก 20 ตัน นามว่า “พระพุทธคุวานันท์ศาสดา” ซึ่งมีความงดงามเป็นพระพุทธรูปลักษณะเดียวกับพระพุทธชินราช หล่อด้วยทองเหลือง มีการนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 109 รูป ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเบิกเนตร เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542


ขอบคุณภาพจาก fb.com/lohbanhao


ปัจจุบันวัดอาฮงศิลาวาส เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดบึงกาฬ ที่มีผู้แวะเวียนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เป็นที่พักกายพิงใจ และเป็นอุทยานการศึกษา


"แก่งอาฮง" เป็นแก่งหินธรรมชาติในลำแม่น้ำโขงที่มีความสวยงาม และผูกพันกับความเชื่อ ความศรัทธา เกี่ยวกับองค์พญานาค ซึ่งเชื่อว่า บริเวณแก่งอาฮง เป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขง และเป็นประตูเชื่อมโลกมนุษย์กับเมืองบาดาล ที่อยู่อาศัยของพญานาค จนมีความเชื่อกันว่า หากโยนลูกมะนาวลงไปในแก่งอาฮง ลูกมะนาวนั้น ก็จะไปขึ้นปรากฏอยู่ที่ป่าคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จนเกิดเป็นความเชื่อการเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับเมืองบาดาลของพญานาค บริเวณแก่งอาฮง เป็นจุดหนึ่งที่เกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคทุกวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี และมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งผู้ที่มีความศรัทธาในองค์พญานาค มาท่องเที่ยวเป็นประจำตลอดทั้งปี


ที่ตั้ง : บ้านอาฮง หมู่ 3 ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/mXSLcNELDpGf4cpr6


------------


วัดถ้ำศรีธน (วัดสว่างอารมณ์)

ตามหลักฐานอ้างอิง ถูกสร้างขึ้น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2425 โดยท้าวขุนไกรซึ่งอพยพมาจากฝั่งลาวมาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำโขง ใกล้บ้านห้วยคาด ต่อมาตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า บ้านปากคาด ภายหลังจึงตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่า บ้านปากคาด ต่อมาจึงมีผู้คนอพยพเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะที่แห่งนี้อยู่ติดริมแม่น้ำ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและอาหารการกิน จึงเกิดการพัฒนาและความเจริญมากขึ้นตามลำดับ ชาวบ้านที่อพยพเข้ามาก็ได้ร่วมกันก่อสร้างวัดบนที่ดินของ นายจันทรา ไกรราช ซึ่งเป็นบุตรชายของท้าวขุนไกร และได้ตั้งชื่อว่าวัดสว่างอารมณ์ (ถ้ำศรีธน) โดยได้รับวิสุงคามสีมาจากพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2517

เป็นวันสังกัดคระสงฆ์มหานิกาย เป็นวัดเก่าแก่ของจังหวัดบึงกาฬ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญ และชาวบึงกาฬรู้จักให้ความเคารพศรัทธากันเป็นอย่างดี วัดสวยงามและมีความเงียบสงบมาก ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาไหว้พระ รู้สึกผ่อนคลายได้มาก ทั้งกับทิวทัศน์ธรรมชาติที่อยู่ล้อมรอบวัด มีความร่มรื่นไปด้วยต้นไม้นานาที่ขึ้นเองและปลูกเสริมภายในวัด และที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกที่วัดยังมีลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่าน ทำให้ทัศนียภาพยิ่งสดชื่น และเหมาะกับการมาพักผ่อนไปในตัวเหมือนได้ธรรมชาติบำบัด




ที่วัดมีพระนอนที่ประดิษฐานอยู่บริเวณใต้โขดหินขนาดใหญ่ เป็นจุดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปกราบไหว้สักการะขอพร และที่โดดเด่นอีกอย่างของวัดคือ มีพระอุโบสถที่สร้างขึ้นตั้งอยู่บนโขดหินที่สวยและสง่างาม ไปด้วยพระอุโบสถทรงระฆังคว่ำมีสีทองอร่ามตา เมื่อนักท่องเที่ยวได้เดินขึ้นไปที่พระอุโบสถที่ด้านบน จะเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นไปได้ไกลรอบๆ เลย มองจนไปถึงฝั่งลาว


ที่ตั้ง : บ้านโนนศิลา หมู่ 1 ตำบลโนนศิลา อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/mAeEfJFnSm2XTWQn8


------------


วัดเซกาเจติยาราม (พระอารามหลวง)

"วัดเซกาเจติยาราม"เดิมชื่อ"วัดบ้านเซกา" มีการเริ่มสร้างวัดตั้งแต่ปี 2518 และเมื่อปี 2525 ก็มีการก่อตั้งวัดขึ้นมาโดย พระครูสันติปัญญาภรณ์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ "วัดเซกาเจติยาราม" เป็น"พระอารามหลวง" เป็นวัดประจำจังหวัดบึงกาฬที่ใครๆ ต่างก็รู้จักและเดินทางมาที่นี่

วัดถูกรายล้อมไปด้วยธรรมชาติและป่าอันอุดมสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าวัดจะเป็น "พระอารามหลวง" และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้คนมากขึ้น แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นธรรมชาติ ยังคงมีความสงบร่มเย็นภายในต้นไม้ ป่า น้ำ และสัตว์ป่า อีกทั้งยังสวยงามประกอบไปด้วยศาสนสถานที่สำคัญและพิธีกรรมที่สำคัญต่างๆ

ความสวยงามของธรรมชาติ บวกกับความสวยงามของวัดเซกาเจติยาราม ทำให้นักท่องเที่ยว หลงใหลความงามของจังหวัดบึงกาฬเป็นอย่างมาก





ที่ตั้ง : บ้านดงไร่ หมู่ 11 ตำบลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/4amskvyVzYq1ZA489


------------


วัดป่าเมืองเหือง (วัดศรีบุญเรือง)

"วัดป่าเมืองเหือง"หรือ"วัดศรีบุญเรือง" ขนานนามเป็น"นาคานคร"หรือ"เมืองพญานาค"มีพระพุทธรูปหน้าทอง โบสถ์ลงลักปิดทองสวยงามโดดเด่น เนื่องจากมีชายแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวห่างกันเพียงแม่น้ำโขงกั้น ว่ากันว่าแม่น้ำโขงนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาคราช โดยในจังหวัดบึงกาฬ มีสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพญานาคหลายแห่ง และที่นี่ก็เป็นอีกแห่งที่มีเรื่องราวความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค

วัดนี้เป็นวัดโบราณถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งขอมเรืองอำนาจ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ต่อมาราวปี พ.ศ.2100 วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา [เขตวิสุงคามสีมา] จากที่ได้เดินสำรวจดูรอบวัด พบว่ายังพอมีให้เห็นซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างเดิมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่นั้นน่าจะถูกกลบ หรือฝังทับอยู่ใต้ดินในบริเวณวัดนั้นค่อนข้างร่มรื่นมีต้นอยู่เยอะ ประชาชนเดินทางมาสักการะบูชา"วัดศรีบุญเรือง"หรือ"วัดป่าเมืองเหือง"นี้กันไม่ขาดสาย เนื่องจากมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อองค์พระพุทธนาคนิมิตต์(หน้าทอง) พระพุทธรูปประจำวัดแห่งนี้


ขอบคุณภาพจาก https://www.chillpainai.com



จากนั้นลงเรือไปนมัสการ ศาลปู่พญานาคศรีสุทโธ และทัวร์แก่งสะดอก(ก้อนธาตุ) กลางแม่น้ำโขง ข้างล่างแก่งสะดอกจะมีถ้ำ ช่วงหน้าแล้งน้ำลด แก่งจะสวยงามมากสามารถเดินเที่ยวได้

ความเชื่อและความศรัทธาเกี่ยวกับพญานาค พระพุทธศาสนา และความมีมนต์ขลังแห่งลุ่มน้ำโขงเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันได้ยาก หาดทรายและแม่น้ำโขงนั้นดูนิ่งเงียบเหมือนจะซ่อนบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ หากไม่คิดฟุ้งซ่านไปมาก ที่นี่ดูงามสงบไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวริมน้ำโขงดังๆ ยอดนิยม


ที่ตั้ง : ตำบลชัยพร อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/t9chCTXsjW4uTK699


------------


วัดป่าวิเวกธรรมคุณ

เหมือนๆอยู่บนสวรรค์เลยครับ สวยงามมากๆ สิ่งที่น่าสนใจใน"วัดป่าวิเวกธรรมคุณ" คือพระอุโบสถสีทอง และสีแดงที่ตกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงิน/เขียว ประดับด้วยพญานาค ซึ่งช่างปั้นเนรมิตวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์เลยก็ว่าได้ อีกทั้งยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และประติมากรรมต่างๆ มากมายรอบพระอุโบสถแห่งนี้


ขอบคุณภาพจาก https://lohbanhao.com


ที่ตั้ง : บ้านแก้วสมบูรณ์ หมู่ 8 ตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/AixXqskFiwqV6Y8i7


------------


วัดป่าสถิตย์ธรรมวนาราม

พระธาตุเจดีย์ศรีอุดมศีลวัฒน์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ธรรมสถานทางศาสนาคัญในภาคอีสาน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระอริยเจ้า อีกทั้งเป็นเจติยพิพิธภัณฑ์เพื่อรักษามงคลวัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงปู่ อุดม ญาณรโต อีกด้วย


ขอบคุณภาพจาก fb.com/lohbanhao


ที่ตั้ง : บ้านหนองผักแว่น หมู่ 4 ตำบลศรีชมภู อำเภอพรเจริญ จังหวัดบึงกาฬ

GPS : https://goo.gl/maps/LMRehT9ENqAcA8aS8



« PREV
NEXT »

ไม่มีความคิดเห็น